วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
Silvermoon บทที่7 BitTorrent ดาวน์โหลดไฟล์อย่างไร้ขีดจํากัด
ข้อมูลสรุปนี้ไม่พร้อมใช้งาน โปรด
คลิกที่นี่เพื่อดูโพสต์
Silvermoon บทที่4 กำหนดการรักษาความปลอดภัยและการปรับแต่งระบบ
กำหนดการรักษาความปลอดภัยและการปรับแต่งระบบ
ปรับแต่งการทำงานของไฟร์วอล์
ไฟร์วอล คือระบบรักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายที่ใช้เทคโนโลยีอิน เทอร์เน็ต รวมทั้งอินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ตโดยไฟร์วอลล์จะถูกติด ตั้งคั่นกลางระหว่างเครือข่ายภายใน (“เครือข่ายที่ได้รับความไว้วางใจ” หรือ Trusted Network) ที่ต้องการป้องกันกับเครือข่ายอื่นภายนอก (“เครือข่ายที่ไม่ได้รับความไว้วางใจ” หรือ Untrusted Network) เช่น ระหว่างเครือข่ายภายในขององค์กรกับอินเทอร์เน็ต หรือระหว่างเครือ ข่ายของหน่วยงานย่อยภายในองค์กรกับเครือข่ายของหน่วยงานอื่น ๆ ภายในองค์กรเดียวกัน (เช่น ระหว่างเครือข่ายของฝ่ายทรัพยากรบุคคล กับเครือข่ายกลางของบริษัท) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลที่ส่งผ่านเข้า ออกจากเครือข่ายว่าได้รับสิทธิในการผ่านนั้นหรือไม่ ตามกฎเกณฑ์ ความปลอดภัยที่ผู้ดูแลเครือข่ายภายในกำหนดเอาไว้ได้จากจุดเดียวช่วย ให้ทำการดูแลระบบเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเภทของไฟร์วอลล์ ไฟร์วอลล แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. Packet Filtering
2. Application Gateway
3. Stateful Inspection
ความสามารถของไฟร์วอลล์
1. การกำหนดและตรวจสอบสิทธิในการผ่านเข้าออก (Access Control)
ผู้ดูแลเครือข่ายภายในสามารถกำหนดให้การใช้งานบางอย่างสามารถผ่านเข้า หรือออกเครือข่ายภายในได้ และในขณะเดียวกันป้องกันการคุกคามความปลอด ภัยได้ โดยสามารถกำหนดให้มีการเตือนเมื่อมีการคุกคาม เช่น คุณอาจกำหนด ให้ผู้ใช้ภายในส่งข้อมูลออกไปยังภายนอกได้ แต่ไม่ยอมให้ดูเว็บไซท์ ผู้ใหญ่ อย่าง www.playboy.com ในขณะเดียวกันยอมให้ผู้ใช้งานเว็บจากภายนอกเข้า มาดูข้อมูลบนเว็บไซท์ขององค์การได้ แต่ไม่สามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์อื่น ๆ ภาย ในได้โดยหากมีความต้องการเข้าถึงข้อมูลนอกเหนือจากนี้ให้สงสัยอาจเป็นการ คุมคามและให้มีการเตือนเพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถป้องกันหรือจัดการกับผู้ บุก รุกต่อไปได้ ดังในรูป
2. การตรวจสอบผู้ใช้ ( Authentication )
ผู้ใช้จากภายนอก ซึ่งอาจเป็นบุคคลอื่นนอกองค์กรของคุณที่ได้รับอนุญาต เช่น พันธมิตรทางธุรกิจ หรืออาจเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรของคุณที่ทำงานจาก ระยะไกล (Telecommuters) สามารถเชื่อมต่อจากภายนอกเพื่อเข้ามาใช้งานข้อมูลเฉพาะอย่างบน เครือข่ายภายในได้ โดยผู้ใช้จากภายนอกจะต้องผ่านการตรวจสอบก่อน เช่น การให้ป้อน ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน ดังในรูปที่ 2 หรืออาจใช้วิธีตรวจสอบที่รัดกุมยิ่งขึ้น เช่น การใช้บัตรแถบ แม่เหล็กหรือสมาร์ทการ์ดและรหัสผ่าน การตรวจสอบลายนิ้วมือ ลายมือ หรือ ลายม่านตา เป็นต้น โดยไฟร์วอลล์จะส่งต่อการตรวจสอบไปยังเซิร์ฟเวอร์ตรวจสอบผู้ใช้ (Authentication Server) หากผ่านการตรวจสอบจึงจะเปิดทางให้ผู้ใช้คนนั้นเข้าถึงข้อมูลได้
3. การเข้ารหัสข้อมูล
4. การแปลงเลขที่อยู่ไอพี ( Network Address Translation หรือ NAT )
บางองค์กรอาจมีการใช้งานโปรโตคอลทีซีพี/ไอพีอยู่แล้วก่อนที่จะเชื่อมต่อ เข้ากับอินเทอร์เน็ต โดยเลข ที่อยู่ไอพีที่ใช้ในกรณีนี้องค์กรมักจะกำหนดขึ้นเอง โดยไม่ได้ใช้เลขที่อยู่ไอพีที่ใช้ในกรณีนี้องค์กรมักจะ กำหนดขึ้นเองโดยไม่ใช้เลขที่อยู่ไอพีจริงที่ลงทะเบียน หากต้องการเชื่อมต่อกับ อินเทอร์เน็ต เลขที่อยู่ไอดีเดิมเหล่านี้จะที่อยู่ไอดีเดิมเหล่านี้จะไม่สามารถใช้งานได้ แต่ด้วยความสามารถของไฟร์วอลล์บางตัวที่แลปงเลขที่อยู่ไอพีภายในทั้งหมดเป็น เลขที่อยู่ไอพีจริงค่าหนึ่งที่เตรียมเอาไว้ก่อนเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ได้ดังในรูป ช่วย ให้องค์กรไม่ต้องไล่เปลี่ยนเลขที่อยู่ไอพีของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือ ข่ายภายในที่มีอยู่เดิมทุก ตัว ทำให้ไม่ต้องใช้เลขที่อยู่ไอพีจริงในการเพิ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ลงไปในเครือ ข่ายภายในต่อไปในอนาคตซึ่งเป็นประโยชน์อย่างสำ หรับองค์กรที่มีเลขที่อยู่ไอพีจริงอยู่ในจำนวนจำกัด นอกจากนี้ยังเป็นการซ่อนเลขที่อยู่ไอพีภายในไม่ให้มองเห็นได้จากภายนอกอีก ด้วย
สิ่งที่ท้ายทายต่อการรักษาความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นใหม่ทุก ๆ วันเช่น ไวรัส คอมพิวเตอร์พันธุ์ใหม่ รหัสคำสั่งที่สามารถทำงานได้ เช่น แมโคร และ จาวา หรือ แอคดีฟ เอ็กซ์ของเว็บไซท์ที่ไม่หวังดี เป็นต้น ไฟร์วอลล์บางตัวสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ผ่าน เข้าออกของโปรโตคอล HTTP, SMTP และ FTP ก่อนส่งให้กับผู้ใช้ภายในจะช่วยป้อง ป้องกันผู้ใช้จากสิ่งเหล่านี้ได้ และยังสามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์เซิร์ฟเวอร์ตรวจสอบ ข้อมูลและไวรัสตัวอื่น ๆ ที่มีโปรโตคอล Content Vectoring Protocol (CVP) เช่น การ ตรวจสอบ URL และการตรวจสอบไวรสได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ไฟร์วอลล์สามารถสิ่งที่แนบ มากับอีเมล์ไปให้เซิร์เวอร์ป้องกันไวรัสตรวจสอบก่อน หากพบไวรัสไปเก็บไว้ บนเซอร์เวอร์เมล รอผู้ใช้เข้ามาอ่านต่อไป ดังในรูป
6. การจัดสมดุลย์การใช้งานเซิร์ฟเวอร์ ( Server Load Balancing )
ในกรณีที่มีความต้องการใช้งานเซิร์ฟเวอร์บางตัวมากจนทำให้เซอร์ฟเวอร์ เพียง เครื่องเดียวไม่สามารถรับไหวและจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนเซิร์ฟเวอร์ให้มากขึ้น ไฟร์วอลล์บางตัวตัวมีความสามารถที่จะจัดสมดุลย์การใช้งานกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ ที่ ทำหน้าที่เหมือนกันเหล่านี้ เพื่อให้ระยะเวลาตอบสนองต่อผู้ใช้ดีขึ้นได้ ดังในรูปไฟร์วอลล์จะทำหน้าที่จัดส่งคำขอใช้งานเซิร์ฟเวอร์จากผู้ใช้ไปยัง เซิร์ฟเวอร์ตัวที่ ว่างที่สุด ซึ่งผู้ใช้จะมองเห็นเหือนกับมีเซิร์ฟเวอร์ที่ประสิทธิภาพสูงเพียงอย่างเดียว
Silvermoon บทที่13 Blog
บทที่ 13
Blog คืออะไร
Blog มาจากศัพท์คำเต็มว่า WeBlog คือ เว็บไซต์ประเภทหนึ่ง ที่เจ้าของ หรือ Bloggerสามารถบันทึกเรื่องราวของตนเองลงในเว็บได้ตลอดเวลา นอกจากนี้แล้ว Blog ยังเป็นพื้นที่ให้ Blogger โพสต์ข้อมูล หรือใส่ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อเป็นวิทยาทานให้คนอื่นๆ เช่น คุณหมอ เปิดบล็อกแนะนำเรื่องสุขภาพ เป็นต้น การสร้างเว็บบล็อกสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องรู้ภาษา HTML อย่างน้อยขอให้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ ภายในเว็บบล็อก จะมีระบบบริหารจัดการเว็บไซต์พื้นฐานให้แล้ว โดยการสร้างเครื่องมือสำหรับ เขียนเรื่อง โพสรูป จัดหมวดหมู่ และลูกเล่นอื่นๆ ที่ผู้จัดทำพยายามสร้างเพื่อดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ให้เข้าไปใช้บริการ เสน่ห์ของบล็อกอยู่ที่ผู้อ่านและผู้เขียนสามารถโต้ตอบกันได้ (Interactive) โดยการแสดงความคิดเห็นต่อท้ายที่เรื่องนั้นๆ ข้อแตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์ทั่วไป คือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที
ในปัจจุบันบล็อก ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ และกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยขณะนี้ได้มีผู้ให้บริการบล็อกมากมาย ทั้งแบบให้บริการฟรี และเสียค่าใช้จ่าย ตัวอย่างผู้ให้บริการ Blog เช่น Bloggang, exteen หรือ BlogKa หรือต่างประเทศเช่น Blogger, Wordpress, MySpace
บล็อกซอฟต์แวร์ หรือ บล็อกแวร์ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในอินเทอร์เน็ต ในลักษณะของระบบจัดการเนื้อหาเว็บ ที่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และผู้เขียนหรือดูแลบล็อกจะแยกจากกันต่างหาก ส่งผลให้ผู้เขียนบล็อกสามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้ในด้าน HTMLหรือการทำเว็บไซต์แต่อย่างใด ทำให้ผู้เขียนบล็อกสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ในการ บริหารจัดการ เพิ่มเติม ข้อมูลและสารสนเทศแทนได้ นอกจากนี้บล็อกซอฟต์แวร์จะสนับสนุน ระบบ WYSIWYG ซึ่งทำให้ง่ายต่อการ
วิธีสร้างบล็อกกับ Blogger
ขั้นที่ 1 การสมัครใช้งาน Blogger สามารถใช้ email ของระบบใดก็ได้ แต่ในระยะยาวแล้วการเชื่อมโยงกับบริการหลายๆอย่างของ google ควรจะใช้ email ของ Gmail ดีที่สุดครับ
ดัง นั้นในขั้นแรกนี้ให้คุณเข้าไปที่ www.gmial.com เพื่อสร้างบัญชีผู้ใช้กับ google
Blog คืออะไร
Blog มาจากศัพท์คำเต็มว่า WeBlog คือ เว็บไซต์ประเภทหนึ่ง ที่เจ้าของ หรือ Bloggerสามารถบันทึกเรื่องราวของตนเองลงในเว็บได้ตลอดเวลา นอกจากนี้แล้ว Blog ยังเป็นพื้นที่ให้ Blogger โพสต์ข้อมูล หรือใส่ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อเป็นวิทยาทานให้คนอื่นๆ เช่น คุณหมอ เปิดบล็อกแนะนำเรื่องสุขภาพ เป็นต้น การสร้างเว็บบล็อกสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องรู้ภาษา HTML อย่างน้อยขอให้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ ภายในเว็บบล็อก จะมีระบบบริหารจัดการเว็บไซต์พื้นฐานให้แล้ว โดยการสร้างเครื่องมือสำหรับ เขียนเรื่อง โพสรูป จัดหมวดหมู่ และลูกเล่นอื่นๆ ที่ผู้จัดทำพยายามสร้างเพื่อดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ให้เข้าไปใช้บริการ เสน่ห์ของบล็อกอยู่ที่ผู้อ่านและผู้เขียนสามารถโต้ตอบกันได้ (Interactive) โดยการแสดงความคิดเห็นต่อท้ายที่เรื่องนั้นๆ ข้อแตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์ทั่วไป คือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที
ในปัจจุบันบล็อก ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ และกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยขณะนี้ได้มีผู้ให้บริการบล็อกมากมาย ทั้งแบบให้บริการฟรี และเสียค่าใช้จ่าย ตัวอย่างผู้ให้บริการ Blog เช่น Bloggang, exteen หรือ BlogKa หรือต่างประเทศเช่น Blogger, Wordpress, MySpace
บล็อกซอฟต์แวร์ หรือ บล็อกแวร์ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในอินเทอร์เน็ต ในลักษณะของระบบจัดการเนื้อหาเว็บ ที่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และผู้เขียนหรือดูแลบล็อกจะแยกจากกันต่างหาก ส่งผลให้ผู้เขียนบล็อกสามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้ในด้าน HTMLหรือการทำเว็บไซต์แต่อย่างใด ทำให้ผู้เขียนบล็อกสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ในการ บริหารจัดการ เพิ่มเติม ข้อมูลและสารสนเทศแทนได้ นอกจากนี้บล็อกซอฟต์แวร์จะสนับสนุน ระบบ WYSIWYG ซึ่งทำให้ง่ายต่อการ
วิธีสร้างบล็อกกับ Blogger
ขั้นที่ 1 การสมัครใช้งาน Blogger สามารถใช้ email ของระบบใดก็ได้ แต่ในระยะยาวแล้วการเชื่อมโยงกับบริการหลายๆอย่างของ google ควรจะใช้ email ของ Gmail ดีที่สุดครับ
ดัง นั้นในขั้นแรกนี้ให้คุณเข้าไปที่ www.gmial.com เพื่อสร้างบัญชีผู้ใช้กับ google
ขั้นที่ 2 หลังจากได้บัญชีผู้ใช้แล้ว ให้ไปที่ www.blogger.com เพื่อสร้างบล็อกกันเลยครับ
โดยในการสร้างบล็อกนั้น ก็ให้ใช้ บัญชีผู้ใช้ (user name + password) ที่ได้สร้างไว้ในขั้นที่ 1
ขั้นที่ 3 ในขั้นต่อมาให้กรอก emailที่ได้จากขั้นที่ 1 ชื่อผู้เขียนบล็อก วันเกิด และยอมรับข้อตกลง
แล้ว Click ที่ปุ่มดำเนินการต่อ
ขั้น ที่ 4 การตั้งชื่อเว็บบล็อกสามารถใช้ชื่อที่ชอบได้ตามใจ แต่การกำหนด URL จะต้องไม่ให้ซ้ำกับคนอื่น ๆ ถ้าซ้ำก็ใช้วิธีเปลี่ยนเป็นคำหรือวลีที่ใกล้เคียงไปเรื่อย ๆ(การตั้งชื่อและ URL ของบล็อกควรมี keyword ที่สัมพันธ์กับเรื่องที่จะเขียนด้วย)
ขั้นที่ 5 ในขั้นสุดท้ายนี้เป็นการเลือกแม่แบบของบล็อก ให้เลือกแม่แบบใดก็ได้ครับ
เพราะเราจะมาทำการปรับแต่งแม่แบบได้ในภายหลัง ซึ่งผมได้เขียนบทความการเปลี่ยนแม่แบบเอาไว้รอท่านแล้ว
ขั้นที่ 6 ในขั้นตอนนี้เป็นการเลือกจัดการกับบล็อกที่สร้างขึ้น
คุณสามารถเข้าไปจัดการส่วนต่าง ๆ ของบล็อกได้จาก www.blogger.com หรือ draft.blogger.com
6.1 ถ้าคุณอาจจะเริ่มเขียนบล็อกเลย ให้อ่านข้อแนะนำการเขียนบล็อกจากบทความ วิธีเขียน และจัดการบทความ
6.2 แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนแม่แบบก่อนให้อ่านบทความ วิธี เปลี่ยน Templates ของBlogger หรืออ่านวิธีออกแบบแม่แบบด้วยตัวเองจากบทความ เครื่อง มือสำหรับออกแบบแม่แบบด้วยตนเอง
ข้อ เสนอแนะ ที่จริงแล้วในการทำบล็อกนั้นไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดเลยครับ แต่ที่ยากกว่าคือการคิดว่า จะเขียนสิ่งใด ลงบนบล็อกของเรา ดังนั้นหลังจากสร้างรูปแบบ ของบล็อกกันแล้ว ขอฝากเพื่อนๆ คิดเป็นการบ้านด้วยนะครับว่า คุณต้องการสร้างบล็อกเพื่อจุดประสงค์ใด? สำหรับบทความนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนครับ ในบทความต่อไปจะพูดถึงการตั้งค่าและการใช้เครื่องมือต่างๆ ว่าใช้งานอย่างไรบ้าง อย่าลืมติดตามอ่านกันนะครับ
สร้างเนื้อหาบน Blog
หลังเส้น คือคุณลักษณะที่ช่วยให้คุณสร้างข้อมูลสรุปโพสต์แบบขยายได้ไว้ในโพสต์บล็อก ดังนั้นโพสต์ที่มีเนื้อหายาวจะปรากฏในรูปของข้อความนำและมีลิงก์ให้อ่านเพิ่มเติม
การสร้างเส้นกั้นในโพสต์บล็อกของคุณนั้นทำได้ง่ายจากในโปรแกรมแก้ไขโพสต์ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไข HTML ขั้นแรก ให้ตัดสินใจว่าคุณต้องการสร้างเส้นกั้นไว้ในตำแหน่งใดในโพสต์ และวางเคอร์เซอร์ไว้ที่ตำแหน่งนั้น:
เมื่อเคอร์เซอร์ของเมาส์อยู่ในตำแหน่งที่จะข้าม ให้คลิกที่ไอคอน แทรกเส้นกั้น ในแถบเครื่องมือ
การคลิกที่ไอคอนนี้จะเป็นการแทรกแถบสีเทาที่ตำแหน่งของเคอร์เซอร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเส้นกั้นนั้นจะปรากฏในตำแหน่งใดของโพสต์ แถบนี้สามารถลากได้ ดังนั้นคุณจึงสามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้หลังจากแทรกแล้ว
เมื่อคุณกำหนดตำแหน่งของเส้นกั้นภายในโพสต์แล้ว คุณก็พร้อมที่จะเผยแพร่โพสต์ของคุณ หลังจากเผยแพร่ คุณจะพบลิงก์ อ่านเพิ่มเติม อยู่ในตำแหน่งที่คุณแทรกเส้นกั้นไว้ เมื่อคลิกที่ลิงก์ อ่านเพิ่มเติมจะเป็นการแสดงข้อความทั้งหมดของโพสต์
ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนข้อความอ่านเพิ่มเติมเป็นวลีที่กำหนดขึ้นเอง คุณสามารถทำได้อย่างง่ายดายในแท็บ การออกแบบ คลิก แก้ไข ในวิดเจ็ต โพสต์บล็อก จากนั้นเปลี่ยน ข้อความลิงก์ไปหน้าโพสต์เป็นข้อความที่ต้องการ
นำ Bolg ขึ้นแสดงบนอินเทอร์เน็ต
สุดท้ายคือการนำ Blog ขึ้นเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต หรือเรียกว่าการ เผยแพร่ (Publish)เป็นการอัพโหลดหน้า Blog ของเราขึ้นไปบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ เพื่อให้ผู้อื่น สามารถเข้ามาเยี่ยมชม Blog ของเราได้
1.ให้คลิกปุ่ม เผยแพร่
2.เมื่อสร้าง Blog เสร็จแล้ว และสามารถแก้ไข/ดู/ลบ ได้ (ตอนนี้ให้คลิกปุ่ม ดู)
3.จะได้ Blog ที่ขึ้นแสดงบนอินเตอร์เน็ตเรียบร้อยแล้ว
4.แล้วคลิกปุ่ม เพื่อโพสต์เนื้อหาใหม่เพิ่มเติม โดยจะแสดงที่ รายชื่อ Blog ทั้งหมดของยูสเซอร์นี้ (Configure Blog Archive) เพื่อลิงค์ภายใน Blog
การปรับปรุง blog
การปรับปรุงการทำงาน คือการดำเนินการเพื่อทบทวนงาน กระบวนการทำงานและผลการปฎิบัติงานในหน้าที่รับผิดชอบว่าสิ่งใดสมควรได้รับการพัฒนาหรือปรับปรุงใหม่ เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ (Effectiveness)และประสิทธิภาพ(Efficiency) มากขึ้น
วัตถุประสงค์การปรับปรุงงาน คือ 1)ลดขั้นตอนในการทำงาน ให้มีความคล่องตัวมากขี้น2) เพื่อหาวิธีการดำเนินงานที่ดี ใช้เวลาน้อยแต่ได้ผลมากว่า 3)ประหยัดทรัพยากรทางการบริหาร ได้แ่ คน เงิน เวลาวัสดุ อุปกรณ์ 4)สร้าบรรยากาศการทำงานเป็นทีมทีดี เพราะผู้ปฏิบัติงานจะร่วมมือกันในการพัฒนาหาวิธีการทำงาน 5) ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
กระบวนการปรับปรุงการทำงาน 1) กำหนดงานที่ต้องการปรับปรุง 2)กำหนดวัตถุประงค์ของการปรับปรุงงาน 3)รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน 4)เขียนการไหลของงาน (Work Flow) วิธีการเขียนการไหลของงานมักใช้สัญลักษณ์แทนเหตุการณ์หรือกิจกรรม เช่น รูปวงกลม คือการปฏิบัติงาน ,รูปลูกศร คือการเดินของงาน , รูปสี่เหลี่ยม คือการตรวจสอบงาน,รูป ตัว D คือความล่าช้าในการปฏิบัติงาน,รูปสามเหลี่ยมหัวลง คือ การเก็บรักษา 5)การพัฒนาแนวทางในการปรับปรุงการทำงาน 6)การเลือกแนวทางในการปรับปรุงการทำงาน 7)การปฏิบัติและประเมินผล
หลักการปรับปรุงงานการทำงาน ใช้หลัก 5W1H คือ 1) WHY (ทำทำไม) WHAT(ทำอะไร)WHERE (ทำที่ไหน) WHEN (ทำเมื่อไร) WHO (ใครทำ) HOW (ทำอย่างไร)
การวิเคราะห์ขั้นตอนการปฏิบัติงาน(OBA) Operation Breakdown Analysis คือ การเขียนขั้นตอนการปฏิบัติงานต่างๆที่ผู้ปฎิบัติทำจริง การเขียน OBA เพื่อนำมาใช้ตามกระบวนการปรับปรุงงานในขั้นที่3 (การรวบรวมข้อมูล)แล้วนำมาเขียนการไหลของงาน(ขั้นตอนที่4)ก่อนที่จะนำไปพัฒนาแนวทางในการปรับปรุงงานตามขั้นตอนที่5
เทคนิคการปรับปรุงการทำงาน 1) เทคนิคการใช้คำถาม “ทำไม และทำไมไม่ ” ก็มีประโยชน์มากสำหรับงานที่ทำอยู่ทุกวันเป็นปกติ ให้ถามว่า ทำไปทำไม ส่วนงานใหม่หรือวิธีใหม่ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน ให้ถามว่า ทำไมไม่ทำแบบใหม่ที่ว่านี้ 2)เทคนิคการเลียนแบบ เป็นแนวทางการปรับปรุงงานจากการศึกษาผู้อื่นแล้วนำมาใช้เป็นแนวทางการพัฒนาปรับปรุงงานของเรา 3) เทคนิคการมช้คำถาม “อะไรจะเกิดขึ้น…ถ้า” เป็นการกระตุ้นความคิดเพื่อให้เกิดภาพของอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากยังทำงานกันแบบเดิมหรือคิดแบบเดิม 4)เทคนิคการเปรียบเทียบ เป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบขั้นตอน หรือวิธีการแบบเดิมกับวิธีการแบบใหม่ว่าจะมีผลดี หรือผลเสียอย่างไร
ปัจจัยความสำเร็จของการปรุงปรุงการทำงาน 1) การทำงานเป็นทีม ผู้ร่วมงานทุกคนต้องมีจิตสำนึกในการทำงานเป็นทีมเพื่อเป้าหมายเดียวกัน ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ 2) ภาวะผู้นำ ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฎิบัติงาน ต้องเป็นผู้ริเริ่ม กระตุ้น ผลักดันให้ผู้น้อยเห็นความสำคัญในการปรับปรุงการทำงานที่มีผลต่อองค์กรและงานในความรับผิดชอบของแต่ละคน 3)ตระหนักในคุณภาพ เห็นความสำคัญของการปรับปรุงคุณภาพการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง 4) การให้รางวัล เป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ 5) ระบบสารสนเทศ การปรับปรุงงานที่ได้ผลต้องอาศัยข้อมูล ความจริง เกี่ยวกับงานเพื่อนำมาวิเคราะห์หาแนวทาง พัฒนา หรือปรับปรุงงานให้ได้ผล
Silvermoon บทที่12 ประโยชน์ของ Googlr earth
บทที่ 12
ประโยชน์ของ Google Earth
นับจากนี้ไปการดูแผนที่จะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกแล้ว เพราะปัจจุบันมีเครื่องมีไฮเทคอย่าง Google Earth ที่จะมาช่วยในการค้นหา ซึ่งเป็นรูปแบบของการค้นหาง่ายขึ้น และสามารถค้นหาตำแหน่งต่างๆได้ละเอียดมากขึ้น พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้งานให้สามารถค้นหาข้อมูลจากแผนที่ได้ง่ายขึ้น ด้วยวิธีที่ง่ายในการค้นหาจุดหมายปลายทางได้ง่ายและสะดวกขึ้นด้วยการใช้แผนที่ ของ Google Earth ที่ให้มุมมองทั้งกว้าง ยาว ลึก แบบมีมิติ ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเน็ตทั้งหลายต่างให้ความสนใจ และตอบรับมากขึ้น แต่ผลพวงที่ตามมา ก็น่าติดตามเช่นกันว่า “Google Earth” จะสามารถเปลี่ยนแปลง ปลุกกระแสของชาวเน็ตได้มากน้อยแค่ไหน และส่งผลกระทบต่อธุรกิจ หรือความเป็นส่วนบุคคลของประชาชน มากน้อยแค่ไหน และจะมีผลดีผลเสียเกิดขึ้นอย่างไร ทั้งนี้ทางกองบรรณาธิการนิตยสาร PC World ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “Google Earth มองโลกผ่านดวงตาดาวเทียม” ขึ้น เพื่อเป็นการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หาก “Google Earth” ได้รับความนิยมแพร่หลาย โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง แผนที่ และ“Google Earth” มาร่วมในการเสวนาครั้งนี้ ประกอบด้วยกิตติ เปรมพินิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีไอเอส โซลูชั่น จำกัด ดร.สุรชัย รัตนเสริมพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์ความรู้ด้านอวกาศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ชัยศิลป์ พนาวิรรธน์ TRAFFIC MANAGER บริษัท ที เอส โลจิสติกส์ จำกัด สมชาย หมื่นนรินทร์ ในฐานะของยูสเซอร์คนหนึ่งที่ได้สัมผัสกับการใช้ Google Earth มาตั้งแต่ต้นโดยมี พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์ บรรณาธิการอำนวยการ นิตยสาร PC World และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์thaigoogleearth.com เป็นผู้ดำเนินการเสวนา PCW : ภายหลังที่มีการใช้ Google Earth กันอย่างแพร่หลายคิดว่าจะช่วยปลุกกระแสอะไรให้เกิดขึ้นบ้างกิตติ : Google Earth คือ ปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะผลักดัน และสร้างกระแสให้เกิดการใช้แผนที่ดาวเทียมกันมากขึ้นได้ แต่ถ้าจะนำแผนที่กรุงเทพฯ จาก Google Earth มาทำแผนที่ทั้งหมดคงไม่สามารถทำได้เนื่องจากยังติดปัญหา เรื่องของความเหลื่อมล้ำของเส้นแบ่งของแต่ละแผ่นที่ที่แต่ละหน่วยงานจัดทำขึ้นมา ดังนั้นหากต้องการจัดทำแผนที่ดาวเทียมกันอย่างจริงจัง แล้วนั้น อาจจะต้องมีการซื้อข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อมาจัดทำขึ้นเป็นแผนที่ฉบับสมบูรณ์จริงๆ ซึ่งในอดีตการซื้อข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมก็มีการซื้อขายกันอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีโปรแกรมในการจัดการภาพถ่ายดาวเทียมเหล่านั้น ดังนั้นเมื่อซื้อภาพถ่ายแผนที่ดาวเทียมไปแล้ว ผู้ใช้จะต้องสร้างแอพพลิเคชันขึ้นมาเองเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ดร.สุรชัย : กระแสของการใช้ Google Earth ช่วยจุดประกายให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น อาทิ รีโหมดเซ็นซิ่ง หรือ ภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีการใช้แผนที่ดาวเทียมกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการค้นหาเส้นทาง และยังเป็นภาพขาวดำ หลังจากนั้นเมื่อมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปส่งผลให้การใช้งานแผนที่ดาวเทียมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างดาวเทียมรุ่นใหม่ๆ จะมีการติดตัวเรคคอร์ดเดอร์ ไว้ด้วย ก็จะทำให้นอกจากดูเส้นทางแล้วยังสามารถบันทึกเสียงหรือภาพที่เคลื่อนไหวแบบใกล้กับปัจจุบันมากที่สุด แต่ถึงอย่างไรการเข้ามาของGoogle Earth ก็มีส่วนทำให้สาธารณะเกิดความตื่นตัวมากขึ้น ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีแผนที่ดาวเทียมใช้มานานแล้วก็ตาม แต่การใช้งานในอดีตถือว่ายังอยู่ในวงจำกัดเฉพาะในหน่วยงานราชการ หรือเอกชนบางแห่ง ซึ่งข้อดีของภาพถ่ายดาวเทียมคือเป็นข้อมูลดิจิตอล และดาวเทียมรุ่นใหม่มี GPS อยู่บนดัวดาวเทียม ดังนั้นเวลาถ่ายภาพมาก็จะบอกค่าพิกัดให้เรียบร้อย ความผิดพลาดก็มีไม่มาก ไม่เหมือนรูปถ่ายทางอากาศที่ใช้เครื่องบิน ดังนั้นเมื่อGoogle ออกมาทำตรงนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่ง Google Ear
th ถือปรัชญาที่ว่าคนที่ใช้แผนที่ไม่เป็นก็สามารถใช้งานได้ เพราะใช้งานง่าย ตรงนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบของ Google Earth และสามารถดูได้ทั่วโลก
การใช้งานโปรแกรม Google Earth
Google Earth เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการ ดูภาพถ่ายองทุกมุมโลก จากดาวเทียม ซึ่งมีความละเอียดสูงมาก สามารถ ขยายภาพ จากโลกทั้งใบ ไปสู้ประเทศ และลงไปจนถึงวัตถุเล็ก เช่น ถนน ตรอก ซอกซอย รถยนตร์ บ้านคน
ประโยชน์ของ Google Earth
นับจากนี้ไปการดูแผนที่จะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกแล้ว เพราะปัจจุบันมีเครื่องมีไฮเทคอย่าง Google Earth ที่จะมาช่วยในการค้นหา ซึ่งเป็นรูปแบบของการค้นหาง่ายขึ้น และสามารถค้นหาตำแหน่งต่างๆได้ละเอียดมากขึ้น พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้งานให้สามารถค้นหาข้อมูลจากแผนที่ได้ง่ายขึ้น ด้วยวิธีที่ง่ายในการค้นหาจุดหมายปลายทางได้ง่ายและสะดวกขึ้นด้วยการใช้แผนที่ ของ Google Earth ที่ให้มุมมองทั้งกว้าง ยาว ลึก แบบมีมิติ ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเน็ตทั้งหลายต่างให้ความสนใจ และตอบรับมากขึ้น แต่ผลพวงที่ตามมา ก็น่าติดตามเช่นกันว่า “Google Earth” จะสามารถเปลี่ยนแปลง ปลุกกระแสของชาวเน็ตได้มากน้อยแค่ไหน และส่งผลกระทบต่อธุรกิจ หรือความเป็นส่วนบุคคลของประชาชน มากน้อยแค่ไหน และจะมีผลดีผลเสียเกิดขึ้นอย่างไร ทั้งนี้ทางกองบรรณาธิการนิตยสาร PC World ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “Google Earth มองโลกผ่านดวงตาดาวเทียม” ขึ้น เพื่อเป็นการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หาก “Google Earth” ได้รับความนิยมแพร่หลาย โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง แผนที่ และ“Google Earth” มาร่วมในการเสวนาครั้งนี้ ประกอบด้วยกิตติ เปรมพินิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีไอเอส โซลูชั่น จำกัด ดร.สุรชัย รัตนเสริมพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์ความรู้ด้านอวกาศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ชัยศิลป์ พนาวิรรธน์ TRAFFIC MANAGER บริษัท ที เอส โลจิสติกส์ จำกัด สมชาย หมื่นนรินทร์ ในฐานะของยูสเซอร์คนหนึ่งที่ได้สัมผัสกับการใช้ Google Earth มาตั้งแต่ต้นโดยมี พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์ บรรณาธิการอำนวยการ นิตยสาร PC World และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์thaigoogleearth.com เป็นผู้ดำเนินการเสวนา PCW : ภายหลังที่มีการใช้ Google Earth กันอย่างแพร่หลายคิดว่าจะช่วยปลุกกระแสอะไรให้เกิดขึ้นบ้างกิตติ : Google Earth คือ ปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะผลักดัน และสร้างกระแสให้เกิดการใช้แผนที่ดาวเทียมกันมากขึ้นได้ แต่ถ้าจะนำแผนที่กรุงเทพฯ จาก Google Earth มาทำแผนที่ทั้งหมดคงไม่สามารถทำได้เนื่องจากยังติดปัญหา เรื่องของความเหลื่อมล้ำของเส้นแบ่งของแต่ละแผ่นที่ที่แต่ละหน่วยงานจัดทำขึ้นมา ดังนั้นหากต้องการจัดทำแผนที่ดาวเทียมกันอย่างจริงจัง แล้วนั้น อาจจะต้องมีการซื้อข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อมาจัดทำขึ้นเป็นแผนที่ฉบับสมบูรณ์จริงๆ ซึ่งในอดีตการซื้อข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมก็มีการซื้อขายกันอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีโปรแกรมในการจัดการภาพถ่ายดาวเทียมเหล่านั้น ดังนั้นเมื่อซื้อภาพถ่ายแผนที่ดาวเทียมไปแล้ว ผู้ใช้จะต้องสร้างแอพพลิเคชันขึ้นมาเองเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ดร.สุรชัย : กระแสของการใช้ Google Earth ช่วยจุดประกายให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น อาทิ รีโหมดเซ็นซิ่ง หรือ ภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีการใช้แผนที่ดาวเทียมกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการค้นหาเส้นทาง และยังเป็นภาพขาวดำ หลังจากนั้นเมื่อมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปส่งผลให้การใช้งานแผนที่ดาวเทียมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างดาวเทียมรุ่นใหม่ๆ จะมีการติดตัวเรคคอร์ดเดอร์ ไว้ด้วย ก็จะทำให้นอกจากดูเส้นทางแล้วยังสามารถบันทึกเสียงหรือภาพที่เคลื่อนไหวแบบใกล้กับปัจจุบันมากที่สุด แต่ถึงอย่างไรการเข้ามาของGoogle Earth ก็มีส่วนทำให้สาธารณะเกิดความตื่นตัวมากขึ้น ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีแผนที่ดาวเทียมใช้มานานแล้วก็ตาม แต่การใช้งานในอดีตถือว่ายังอยู่ในวงจำกัดเฉพาะในหน่วยงานราชการ หรือเอกชนบางแห่ง ซึ่งข้อดีของภาพถ่ายดาวเทียมคือเป็นข้อมูลดิจิตอล และดาวเทียมรุ่นใหม่มี GPS อยู่บนดัวดาวเทียม ดังนั้นเวลาถ่ายภาพมาก็จะบอกค่าพิกัดให้เรียบร้อย ความผิดพลาดก็มีไม่มาก ไม่เหมือนรูปถ่ายทางอากาศที่ใช้เครื่องบิน ดังนั้นเมื่อGoogle ออกมาทำตรงนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่ง Google Ear
th ถือปรัชญาที่ว่าคนที่ใช้แผนที่ไม่เป็นก็สามารถใช้งานได้ เพราะใช้งานง่าย ตรงนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบของ Google Earth และสามารถดูได้ทั่วโลก
การใช้งานโปรแกรม Google Earth
Google Earth เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการ ดูภาพถ่ายองทุกมุมโลก จากดาวเทียม ซึ่งมีความละเอียดสูงมาก สามารถ ขยายภาพ จากโลกทั้งใบ ไปสู้ประเทศ และลงไปจนถึงวัตถุเล็ก เช่น ถนน ตรอก ซอกซอย รถยนตร์ บ้านคน
Google Earth ยังใช้งานง่ายและ สะดวกในการนำไปประยุกต์ในการเรียนการสอนได้ จึงเหมาะสำหรับ อาจารย์ และ นักเรียน ที่จะใช้ในการสอนและการเรียนในวิชาต่าง ๆ
*Google Earth จะใช้งานได้ต่อเมื่อ เครื่องได้ทำการ เชิ่อมต่อ Internet อยู่เท่านั้น เพราะรูปถ่ายจากดาวเทียมต่างๆ จะ ถูกส่งมาให้เรา ทาง Internet ในขณะที่เราเลือกดูส่วนต่างๆของโลก
Download Google Earth ได้ที่
http://earth.google.com/
*คลิกที่ปุ่ม I'm good. Download GoogleEarth.exe
หลังจาก Download เสร็จเรียบร้อย ให้ทำการติดตั้งตัวโปรแกรม
เมื่อติดตั้งเสร็จจะมี Icon GoogleEarh ที่ Desktop
ดับเบิ้ลคลิกที่ Icon เพื่อเข้าสู้โปรแกรม
หลังจากที่เข้าสู่โปรแกรมจะเห็น ลูกโลก ซึ่งเราสามารถใช้ Mouse หมุนลูกโลกไปในทิศทางต่าง
เพื่อไปยัง ประเทศ ที่เราต้องการ
1. นำ Mouse เข้าไปที่ลูกโลก แล้ว Mouse จะกลายเป็นรูปมือ
2. คลิกค้างไว้ แล้ว เลื่อน Mouse เพื่อหมุนโลก
แถบแจ้งสถานะ (Status )ของโปรแกรม Google Eath
Pointer จะเป็นการ ระบุตำแหน่งว่า Moise ของเราอยู่ที่ ตำแหน่งพิกัดที่เท่าไหร่ บนโลก ใช้เพื่ออ้างอิง กับตำแหน่งขริงๆบนพื้นโลกได้(GPS)
Streaming จะบอกว่าเรากำลหัง โหลด รูปถ่ายจาก Internet อยู่ ซึ่งต้องรอจนกว่าจะ 100% เพื่อจะได้ เห็นภาพในตำแหน่งนั้นๆ ได้ชัดที่สุด
*ความเร็วในการโหลด ภาพ จะ ช้าเร็ว ขุ้นอยู่กับความ เร็วของ Internet และความหนาแน่นของการใช้งาน Internet ในขณะนั้น
Eye alt ระยะห่างจากพื้นโลกในมุมมองขณะนั้น
ใช้ในการ Zoom เข้าออก เพื่อดูรายละเอียดใน ระดับที่ต้องการ
โดย คลิกที่ + เลื่อยๆ ภาพจะยิ่งขายใหญ่ ใกล้มากขึ้น และ คลิกที่ - เพื่อย่อขนาด
*ในขณะที่ Zoom เพื่อดูรายละเอียด โปรแกรมจะทำการ โหลด ข้อมูลภาพถ่ายจาก Internet ซึ่งต้องใช้ เวลา และภาพก็จะค่อยๆชัดขึ้น
.ใช้ในการเลื่อนมุมมองไปในทิศทางต่างๆ
*ในขณะที่เลื่อนมุมมอง โปรแกรมอาจจะโหลดข้อมูลจาก Internet เช่นกัน
ตัวอย่างการ การขยายเพื่อดูภาพโรงเรียน ปากเกร็ด จากความสูง 2025tt
การใช้ Search ในการค้นหาตำแหน่ง
นอกจากการหมุนโลกเพื่อหาตำแหน่ง เรายังสามารถให้ โปรแกรมวิ่งไปที่เมืองที่ต้องการได้ โดยการ
1. ใส่ ชื่อเมือง ที่ต้องการ ลงไปในช่อง Local Search
2. กด Search ถ้าใส่ชื่อเมืองถูกต้อง โปรแกรมจะหมุนโลกไปใน ตำแหน่งนั้น โดยอัตโนมัติ
Silvermoon บทที่8 Wikipedia
บทที่ 8
Wikipedia คืออะไร
Wikipedia คือ สารานุกรม ซึงมีหลายภาษา สามารถเข้าไปอ่านได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องสมัครสมาชิกใดๆ อีกทั้งยังสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหา ซึ่งทำให้วิกิพีเดียกลายเป็นสารานุกรมที่ได้รับการแก้ไขรวบรวมและดูแลรักษาจากอาสาสมัครทั่วโลก ผ่านซอฟต์แวร์ ชื่อ มีเดียวิก ในปัจจุบันวิกิพีเดียมีทั้งหมดมากกว่า 250 ภาษา สารานุกรมวิกิพีเดียได้รับการยอมรับจากนักวิชาการและสื่อมวลชน เนื่องจากเนื้อหาเปิดเสรีให้สามารถนำไปใช้ได้ รวมถึงเปิดเสรีที่ให้ทุกคนแก้ไขรวมถึงนโยบายมุมมองที่เป็นกลางจากทุกฝ่ายที่เขียนในสารานุกรม ดังนั้นข้อมูลใน Wikipedia จึงค่อนข้างมีความน่าเชื่อถือสูง
และการที่ Wikipedia เป็นเสรีสารานุกรม ที่ทุกคนสามารถเข้ารไปแก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูลได้นี้เอง จึงทำให้มีผู้ประสงค์ร้ายใส่ข้อมูลเข้าไปผิดๆ แม้ส่วนใหญ่บุคคลเหล่านั้นจะถูกจับได้แล้ว แต่ท่านทั้งหลายก็ควรระวัง และอ่านข้อมูลจาก Wikipedia อย่างมีวิจารณญาณ ไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ผิดจากบุคคลเหล่านั้น
ปัจจุบันมีหลาย ๆ เว็บที่นำ wiki มาเป็น Engine นำ Content ขึ้นแสดงแทนที่จะใช้โปรแกรมCMS เพราะลูกเล่นในการเชื่อมโยงเนื้อหา ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่ดีกว่า CMS ทั่ว ๆ ไป และการใช้งานยังง่าย (ถ้าเข้าใจวิธีใช้แล้ว) เพราะเจ้าของเว็บสามารถแก้ไขข้อมูลจากหน้าเว็บได้เลย
ข้อดี
1.เนื้อหาเปิดเสรีให้สามารถนำไปใช้ได้
2.เปิดเสรีที่ให้ทุกคนเขียน แก้ไขข้อมูล โดยทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
3.เผยแพร่สืบต่อกันได้อย่างเสรี
4.นโยบายมุมมองที่เป็นกลางจากทุกฝ่ายที่เขียนในสารานุกรม
ข้อเสีย
1.การนำไปใช้อ้างอิงในเอกสารทางวิชาการยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่-วิกิพีเดียมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน
2.ไม่สามารถป้องกันผู้ประสงค์ร้ายเข้าไปทำลายข้อมูลหรือสิ่งดีๆ
3.ไม่มีระบบตรวจสอบความถูกต้อง
Wikipedia คืออะไร
Wikipedia คือ สารานุกรม ซึงมีหลายภาษา สามารถเข้าไปอ่านได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องสมัครสมาชิกใดๆ อีกทั้งยังสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหา ซึ่งทำให้วิกิพีเดียกลายเป็นสารานุกรมที่ได้รับการแก้ไขรวบรวมและดูแลรักษาจากอาสาสมัครทั่วโลก ผ่านซอฟต์แวร์ ชื่อ มีเดียวิก ในปัจจุบันวิกิพีเดียมีทั้งหมดมากกว่า 250 ภาษา สารานุกรมวิกิพีเดียได้รับการยอมรับจากนักวิชาการและสื่อมวลชน เนื่องจากเนื้อหาเปิดเสรีให้สามารถนำไปใช้ได้ รวมถึงเปิดเสรีที่ให้ทุกคนแก้ไขรวมถึงนโยบายมุมมองที่เป็นกลางจากทุกฝ่ายที่เขียนในสารานุกรม ดังนั้นข้อมูลใน Wikipedia จึงค่อนข้างมีความน่าเชื่อถือสูง
และการที่ Wikipedia เป็นเสรีสารานุกรม ที่ทุกคนสามารถเข้ารไปแก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูลได้นี้เอง จึงทำให้มีผู้ประสงค์ร้ายใส่ข้อมูลเข้าไปผิดๆ แม้ส่วนใหญ่บุคคลเหล่านั้นจะถูกจับได้แล้ว แต่ท่านทั้งหลายก็ควรระวัง และอ่านข้อมูลจาก Wikipedia อย่างมีวิจารณญาณ ไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ผิดจากบุคคลเหล่านั้น
ปัจจุบันมีหลาย ๆ เว็บที่นำ wiki มาเป็น Engine นำ Content ขึ้นแสดงแทนที่จะใช้โปรแกรมCMS เพราะลูกเล่นในการเชื่อมโยงเนื้อหา ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่ดีกว่า CMS ทั่ว ๆ ไป และการใช้งานยังง่าย (ถ้าเข้าใจวิธีใช้แล้ว) เพราะเจ้าของเว็บสามารถแก้ไขข้อมูลจากหน้าเว็บได้เลย
ข้อดี
1.เนื้อหาเปิดเสรีให้สามารถนำไปใช้ได้
2.เปิดเสรีที่ให้ทุกคนเขียน แก้ไขข้อมูล โดยทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
3.เผยแพร่สืบต่อกันได้อย่างเสรี
4.นโยบายมุมมองที่เป็นกลางจากทุกฝ่ายที่เขียนในสารานุกรม
ข้อเสีย
1.การนำไปใช้อ้างอิงในเอกสารทางวิชาการยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่-วิกิพีเดียมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน
2.ไม่สามารถป้องกันผู้ประสงค์ร้ายเข้าไปทำลายข้อมูลหรือสิ่งดีๆ
3.ไม่มีระบบตรวจสอบความถูกต้อง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)





































